ชอบเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม เพลง อ.ดนู วงไหมไทยสนใจในเสียงทุกเสียงในโลก ชอบธรรมชาติ ชาตินิยม
ชอบวง Berlin Philharmonic Orchestra
,Philadelphia Orchertra ,Philharmonia Orchestra ,Leipzig Gewandhaus Orchester,London Symphony Orchestra,Orchestre de Paris ,London Philharmonic,Bangkok Symphony Orchestra, BBC Philharmonic Orchestra
,Royal Philharmonic Orchestra,Thai Royal Navy Symphony Orchestra,English Chamber Orchestra,
Favorite Music
Composition by Chopin Debussy Beethoven Mahler Elgar etc.
The ring of Nebelungen By Wagner
Butterfly lover
Yellow river concerto
The Prelude of Siam
Simese Suites
Simese Romance
อัลบัมไหมไทย
ดนตรีไทย
ระบำชุดระบำโบราณคดี
ทาบทอง
ชีพจรลงเท้า
อัลบัม อ.ดนู
Titanic soundtrack
Back to Titanic
Evita
composition by H.M.the King Rama IX
The Light of Asia by Dnu Huntrakul
The Phantom of the opera(original cast)
As time goes by
Moon River
Alexander ragtime band
Favorite Movies
Titanic 1953 version A night to remember Titanic 1996 Titanic 1997 Ghost of the Abyss Titanic the true story and beyond Lusitania:A murdur on Atlantic Poseidon Adventure ( original Version ) Apollo 13 Starwars I-VI Indiana Jones CSI. Newyork,Miami Armageddon Deep Impact Back to the Future I,II,III Jurassic Park The lord of the ring Fantasia 2000 Detective Conan Nodame Cantabile Beethoven Virus Early Edition
Favorite TV Shows
History channel Lusitania:A murdur on Atlantic National Geographic channel Discovery channel Political News True Exploror 1,2,3 Hallmark channel ASTV
Favorite Books
The lord of the ring There and Back again The listening History of Western Music History of Orchestra History of Concerto Titanic and the mystery ship A night to remember by Walter Lord รามเกียรติ์ ฉบับ ร้อยแก้ว ขุนช้างขุนแผน ฉบับ ร้อยแก้ว ชวนม่วนชื่น
Guido d' Arezzo เป็นนักบวช ครู และนักทฤษฎีดนตรีที่สำคัญคนหนึ่งในยุคกลาง เป็นผู้ริเริ่มการบันทึกทำนองโดยใช้สัญลักษณ์ลงบนบรรทัดเพื่อกำหนดระดับเสียง และใช้คำแทนระดับเสียงเช่น โด เร มี ฟา โซ ลา เพื่อบันทึกบทเพลงสวด นอกจากนี้เขายังได้แต่งแบบฝึกหัดสำหรับฝึกร้องสำหรับสมัยนั้นไว้เป็นจำนวนมากอีกด้วย Guido เริ่มเรียนที่โบสถ์ Benedictine แห่ง Pompasa ขณะที่อยู่นี่เขาได้ศึกษาการร้องได้อย่างรวดเร็ว และเขาได้เริ่มคิดค้นวิธีการบันทึกแบบใหม่ด้วย ต่อมาในช่วงปี 1025 เขาได้ย้ายไปที่ เมือง Arezzo และได้รับการอุปถัมป์จาก Theodaldus ซึ่งเป็น Bishop of Arezzo และได้ฝึกนักร้องสำหรบโบสถ์ประจำเมือง เขาได้เขียน Micrologus ส่งให้กับ Theodaldus ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางของการฝึกร้องสำหรับนักร้อง รวมทั้งวิธีการอ่านโน้ต ขั้นคู่ บันไดเสียง โหมด การหัดแต่งทำนอง และการด้นสด รวมอยู่ ไม่นานนักเขาถูเรียกไปที่กรุงโรมโดนสมเด็จพระสันตปาปา John XIX เพื่อสอนวิธีการบันทึกในแบบของเขา แต่ด้วยปัญหาสุขภาพและความชื้นในอากาศสูงเขาจึงกลับไปและได้สัญญากับพระสันตปาปาว่าจะกลับไปในฤดูหนาวเพื่อสอนวิธ๊การบันทึกในแบบของเขาให้กับพระองค์และนักบวชรูปอื่นๆด้วยจึงทำให้วิธีการบันทึกแบบนี้เป็นที่แพร่หลาย ก่อนที่ถึงช่วงของ Guido d'Arezzo นั้นได้มีการพัฒนาวิธีการบันทึกบทสวดในแบบต่างๆ ในตอนแรกการบันทึกบทสวดจะใช้วิธีการบันทึกเป็นคำสวดภาษาละตินแล้วใช้ neume ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงการขึ้นลงของเสียงร้อง ในด้านของจังหวะยังไม่มีการกำหนดยังไม่มีการใช้เครื่องหมายกำหนดจังหวะ แต่ในช่วงประมาณศตวรรษที่ 12 มีกลุ่มของนักทฤษฎีสองกลุ่มที่มีความคิดเรื่องจังหวะ กลุ่มแรกคือ Mensuralist ที่เชื่อว่าสามรถจัดกลุ่มความยาวได้ กลุ่มที่สองคือ Accentualist ได้เสนอว่าจังหวะควรควบคุมโดนการเน้นจากการพูดแบ่งได้ 3 แบบคือ Sillabic หรือหนึ่งคำต่อหนึ่งโน้ต Neumatic หรือ 2-4 โน้ตต่อหนึ่งคำ และ Melismatic หรือการเอื้อนโดยจะเน้นที่ตัวแรกของ Neumes ผลงานที่สำคัญของ Guido คือ การบันทึกบทสวดโดยการใช้สัญลักษณ์ในการกำหนดทิศทางของทำนอง คำสวดจะอยู่ใต้สัญลักษณ์ของทำนอง บรรทัดที่ใช้มี 4 บรรทัด ใช้กุญแจ (Clef) 2 กุญแจคือ กุญแจโด (C Clef)และ กุญแจฟา (Bass Clef)ใช้คำแทนระดับเสียง คือ ut re mi fa sol la แต่ยังไม่ใช้ Ti(Si)เพราะจะทำให้เกิดขั้นคู่เสียงกระด้างคือขั้นคู่ Tritone ซึ่งเป็นข้อห้ามในสมัยนั้นแต่แก้ด้วยการใส่เครื่องหมายแฟลต นอกจากนี้เขายังได้ประพันธ์แบบฝึกหัดสำหรับการฝึกร้องอีกด้วย หนึ่งในแบบฝึกหัดที่สำคัญคือเพลงสวด Hymn Ut Queant laxis ซึ่งในบทสวดนี้ในพยางค์แรกของในแต่ละวลีจะขึ้นด้วย ut re mi fa sol la จึงเป็นต้นกำเนิดของคำที่ใช้แทนระดับเสียงที่เรียกว่า Solmization และทำให้เกิดระบบ Solfegio ขึ้น
Hymn Ut Queant laxis
Ut queant laxis (Ut) Resonare fibris (Re) Mira gestarum (Mi) Famuli tuorum (Fa) Solve polluri (Sol) Labii reatum (La) Sancte Iohannes (Si)
โดยในตำราทฤษฎีดนตรี Epistola de ignoto cantu ได้อธิบายระบบนี้ นอกจากนี้เขายังได้เขียนตำราทฤษฎีดนตรีหลายเล่ม เช่น Micrologus de disciplina artis musicae, Item aliae Regulae de ignoto cantu, Prologus in antiphonario เป็นต้น นอกจากนี้ Guido ยังได้พัฒนาระบบ hexachord อีกด้วย โดยที่ในเพลงสวดจะมีสามจุดที่ห่างครึ่งเสียงคือ E-F,B-C,และ A-Bb โดยระบบ hexachord ประกอบไปด้วย 6 โน้ตตั้งแต่ ut-la สามารถพบได้สามตำแหน่งคือ เริ่มที่ C หรือที่เรียกว่า natural hexachord เริ่มที่ G เรียกว่า hard hexachord โดยใช้ B-natural และเริ่มที่ F เรียกว่า soft hexachord โดยใช้ B-flat โน้ตตัวแรกของ hexachord จะเรียกว่า gamma
Hexachord System
1.C D E F G A (natural) 2.G A B C D E (hard) 3.F G A BbB C (soft)
ถ้าเทียบกับระบบปัจจุบันจะเริ่มจากโน๊ต G บนเส้นในกุญแจฟาไปจนจนถึง E ในช่องของกุญแจโซล ระบบวิธีการสอนในการคิดระบบนี้ Guido ได้อธิบายใน Guidonian hand เพื่อให้เข้าใจวิธีคิดระบบ hexachord ได้ง่าย Guidonian Hand คือระบบทีช่วยจำระดับเสียง โดยกำหนดลงบนมือซ้ายเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนการสอนดนตรีในยุคกลาง พัฒนาวิธีการสอนโดย Guido d' Arezzo โดยการตั้งชื่อโน้ตให้สัมพันธ์กับส่วนต่างๆของมือ โดยเฉพาะระบบ hexachord